imsschoolblog

การฝึกอบรม

November 2017
M T W T F S S
« Aug    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

โรงเรียนเดินเรือสากล

02-703-3232
Lunch: 12am - 1pm
Day work:Mon-Fri:8am - 5pm
Day off:Sat - Sun

วันแม่แห่งชาติ

พระราชประวัติ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

Untitled20150812114130

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับหม่อมหลวง บัว กิติยากร

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ บิดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร ที่ถนนพระราม 6 กรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระเชษฐา และพระกนิษฐภคินี รวม 3 องค์คือ
1.หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร
2.หม่อมราชวงศ์ อดุลยกิติ์ กิติยากร
3.หม่อมราชวงศ์ บุษบา กิติยากร

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เติบโตขึ้นมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงทำให้ต้องอยู่ไกลจาก พระบิดามารดาในตอนแรก โดยได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปประทับ ที่จังหวัดสงขลา ในปี 2476

ต่อมา เมื่อหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ มีอายุได้ 5 ขวบ ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรก ในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี เมื่อปี 2480 และเมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพาได้แผ่ขยายมาถึงประเทศไทย กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้ง ทำให้การคมนาคมขาดความสะดวกและปลอดภัย

หม่อมเจ้านักขัตรมงคล จึงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ ในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 จนถึงชั้นมัธยมศึกษา เพราะอยู่ใกล้บ้าน

และที่นี่หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ ได้เริ่มเรียนเปียโน ซึ่งสามารถเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจาก ความสามารถทางด้าน ภาษาต่างประเทศคือ ภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ที่สามารถเรียนได้ดีเช่นกัน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง รัฐบาลไทยซึ่งขณะนั้นมี พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทูลขอให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสำนักเซ็นต์เยมส์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2489 โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ศึกษาภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส กับครูพิเศษ ควบไปกับการเรียนเปียโน ต่อมาไม่นานนัก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ประจำประเทศเดนมาร์ก และต่อไปที่ประเทศฝรั่งเศส

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงเรียนเปียโนเพื่อหาโอกาส เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อของกรุงปารีส และที่ประเทศฝรั่งเศสนี้เองที่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว และเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์) ซึ่งทรงโปรดการเสด็จประพาสกรุงปารีส โดยทางรถยนต์จากสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์ แทนคันเดิม ที่รับราชการสนอง พระเดชพระคุณมาเป็นเวลานาน และการแสดงดนตรีของคณะที่มีชื่อเสียงอยู่บ่อยครั้ง

และในระหว่างที่เสด็จฯ มายังกรุงปารีส ก็จะทรงประทับที่สถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับนักเรียนไทยคนอื่น และเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เอง ก็สนใจ และรอบรู้เข้าใจ ในศิลปะการดนตรีเป็นอย่างดี ทำให้เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย จนกลายเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในที่สุด

ในปี 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ในโรงพยาบาล โดยมีหม่อมหลวงบัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

และในช่วงระยะเวลาที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สวิสเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าศึกษาใน Pensionnat Rinate Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลซานน์

จนเมื่อหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็นการภายในเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492

ภายหลังจากพิธีหมั้นผ่านไป หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงศึกษาอยู่ต่อจนเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯนิวัติพระนคร จึงทรงโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับมาด้วย เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม 2493

ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน ปีเดียวกันนั้น ทรงโปรดให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น ณ วังสระปทุม และโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ครั้นเมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช โปรดให้เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นทั้ง 2 พระองค์ ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงรักษาพระองค์ และทรงศึกษาต่อ และได้เสด็จฯกลับมาประทับที่ประเทศไทยในปี 2495

ในปี 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกบรรพชาตามโบราณราชประเพณีเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน ในระหว่างที่ผนวชอยู่นี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้เฉลิมพระอภิไธย เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ 5 ธันวาคมศกนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม 4 พระองค์คือ

1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติ ณ สถานพยาบาลมองซัวซี นครโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2494 ต่อมาได้ทรงลาออกจาก ฐานันดรศักดิ์ เพื่อสมรสกับนายปีเตอร์ เลด เจนเซ่น ชาวอเมริกัน ทรงมีพระโอรสและพระธิดา 3 องค์2. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ บรมจักราดิศรสันตติวงศ์ เทเวศรธำรงสุรบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดชภูมิพลนเรศวรางกูล กิตติสิริสมบูรณ์ สว่างควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2495 ต่อมาในปี 2515 ทรงได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมุฏราชกุมาร3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2498 ต่อมาทรงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยยศ เป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 25204. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2500 ทรงอภิเษกสมรสกับ เรืออากาศโท (ยศในขณะนั้น) วีระยุทธ ดิษยะศริน ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์

อ้างอิงจาก เว็บไซต์กองทัพอากาศ

Advertisements

3 ปีแห่งความสำเร็จสู่ความเป็นมืออาชีพระดับสากล

700x306 pix

          หนึ่งในโรงเรียนทางด้านพาณิชยนาวีที่ประสบความสำเร็จ คงหนีไม่พ้น “โรงเรียนเดินเรือสากล” (Inter Maritime School) ซึ่งได้รับการโจทย์ขานว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีความพร้อมทั้งทางด้านอุปกรณ์การเรียน ระบบอุปกรณ์เครื่องมือฝึกจำลอง บุคลากรที่มากด้วยประสบการณ์ และการฝึกอบรมที่เข้มข้น เพราะเน้นการฝึกปฏิบัติด้วยอุปกรณ์จริง สถานที่จริง โดยหวังจะให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ได้และปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม

เมื่อย้อนกลับไปนับตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มก่อตั้งโรงเรียน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เรามีผู้ร่วมงานไม่ถึง 10 ชีวิต ซึ่งรับนโยบายมาจากคุณวิชัย  วัฒประกายรัตน์ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ว่าต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของคนไทยด้านพาณิชยนาวีให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล ทีมงานผู้บุกเบิกจึงได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำงานที่ว่า ทีมเวิร์ค หรือ การทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะพบเห็นได้จากการทำงานที่ทุกคนช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้นอกเวลางาน และจากรูปแบบการทำงานนี้เองจึงก่อให้เกิดเป็นโรงเรียนเดินเรือสากลที่ได้มาตรฐานขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้

โรงเรียนเดินเรือสากล ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 และหลังจากนั้นได้มีการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องพอที่จะกล่าวสรุปได้ คือ วันที่ 4 กันยายน 2555  ได้รับการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมจำนวน 8 หลักสูตรแรก จากกรมเจ้าท่า หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ก็ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานศึกษา จาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนในปี พ.ศ. 2556 วันที่ 13 มีนาคม 2556 ได้รับการรับรองหลักสูตรฝึกอบรม พนักงานวิทยุคมนาคม จาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2556        ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ (ISO 9001 : 2008) จาก Lloyd’s Register Quality Assurance (LRQA) รวมทั้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ได้ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาอยู่ในระดับ “ดีมาก” จาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 กระทรวงศึกษาธิการ สำหรับในปี พ.ศ. 2557 ในวันที่ 27 มกราคม 2557 ได้รับการรับรองหลักสูตร เพิ่มเติมอีกจำนวน 36 หลักสูตร จากกรมเจ้าท่า ซึ่งมีทั้งหลักสูตรฝึกอบรม 28 หลักสูตร และหลักสูตรการศึกษา 8 หลักสูตร โดยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 โรงเรียนเดินเรือ- สากลเปิดรับนักเรียนหลักสูตรการศึกษาเป็นรุ่นแรก คือ นักเรียนหลักสูตร “นายประจำเรือฝ่ายเดินเรือของเรือกลเดินทะเลขนาด 500 ตันกรอส หรือมากกว่า” ซึ่งนักเรียนเหล่านี้ได้สำเร็จในหลักสูตรภาคทฤษฎี และได้ลงฝึกกับบริษัทเรือพาณิชย์ ชั้นนำของประเทศไทยหลายคนแล้ว

ระหว่างที่โรงเรียนทำการฝึกอบรมให้กับบุคคลภายนอกทั่วไปนั้น ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding : MOU) กับหลายองค์กรทั้งภาครัฐบาล อันได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ , วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ  และภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท บิ๊กซี จำกัด , บริษัท ซี แอนด์ พี จำกัด ,  Thome Ship Management (Thailand) CO., Ltd. , MSI Recruitment CO., Ltd. , P.I.N.K Transports and Trading CO., Ltd.  เป็นต้น    และนอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับบริษัทที่ดำเนินงานเกี่ยวกับด้าน บริหารบุคคลให้กับกิจการนอกชายฝั่ง ซึ่งก็คือ บริษัท O’GAS Solution ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำด้านทรัพยากรบุคคลของงานเฉพาะด้าน

ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับความไว้วางใจจากองค์กรของทางราชการต่างๆ มากมายในด้านการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , กรมประมง , ฐานทัพเรือสัตหีบ , การท่าเรือแห่งประเทศไทย  และฝึกอบรมให้กับพนักงานขององค์กรเอกชนอีกหลายแห่ง เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ,บริษัท สยามมงคลเดินเรือ จำกัด , บริษัท พี.ซี มารีน จำกัด , บริษัท บิ๊กซี จำกัด  ฯลฯ

การที่โรงเรียนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้เป็นเพราะว่าได้หัวเรือใหญ่ที่ดี นั่นก็คือผู้บริหาร พลเรือเอก

วีระยุทธ อุตตะโมท ทางทีมงานจึงได้ขอสัมภาษณ์ท่านเป็นการส่วนตัว และถ่ายทอดมาเป็นหัวข้อ ดังต่อไปนี้

  1. รู้สึกอย่างไรเมื่อต้องเปลี่ยนสถานะจากผู้บริหารของทหารเรือ มาเป็นผู้บริหารโรงเรียนเดินเรือสากล

จากที่ท่านได้เข้ามาเป็นผู้บริหารที่ โรงเรียนเดินเรือสากลนั้น ความรู้สึกแตกต่างจากที่เคยบริหารงานในกองทัพพอสมควร เพราะที่โรงเรียนเดินเรือสากลจะเป็นการบริหารในเชิง ธุรกิจ และ เนื่องจากพนักงานที่ทำงาน ไม่ใช่ทหาร ดังนั้นจึงมีโจทย์ ในการบริหารจัดการ ที่ต่างกัน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ต้องดูแล และ ขับเคลื่อน องค์กรนี้ ไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ตรงตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย

  1. การทำงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

หลังจากที่ได้เข้ามาบริหารจัดการ โรงเรียนเดินเรือสากล ท่านเข้าใจอยู่แล้วว่าทุกองค์กร จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ด้วยการทำงานที่สอดคล้องกับระบบควบคุมคุณภาพและระบบทางทหารที่นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ผนวกกับโรงเรียนเดินเรือสากลเป็นสถาบันที่มีมาตรฐานสูงและผู้รับใบอนุญาตมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล รวมถึงพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ ทำให้ส่วนผสมและองค์ประกอบทั้งหมดลงตัว จึงทำให้สามารถผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ตลอดจนสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด

  1. เป้าหมายและโครงการในอนาคตของโรงเรียนนับจากนี้ไป

โรงเรียนเดินเรือสากลเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงระดับสากล ซึ่งสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เทียบเคียงกับสถาบันชั้นแนวหน้าในต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่โรงเรียนจะก้าวไปสู่เวทีแห่งสมาคมอาเซียนซึ่งจะเปิดปลายปีนี้ และยังมีโครงการที่จะจัดสถานสร้างสถานที่ฝึกอบรมด้านกิจการนอกชายฝั่ง (Offshore)  เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการประเภทนี้ในอนาคต

ทางทีมงานเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่มีและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี โรงเรียนเดินเรือสากลนั้นจะสามารถพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างมั่นคง มีมาตรฐานการศึกษาระดับสูงและก้าวขึ้นเป็นโรงเรียนทางด้านพาณิชยนาวีชั้นนำของประเทศไทยตลอดไป

บิดาทหารเรือไทย

20 พฤศจิกายน วันกองทัพเรือ

กรมหลวง

ทุก ๆ วันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี วันนี้ถูกกำหนดให้เป็นวัน “กองทัพเรือ” ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “กองทัพเรือ” ซึ่งเป็นอีกกองรบหนึ่งที่มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชนชาวไทย ตั้งแต่สมัยอดีตกาล

กำเนิดกองทัพเรือ

กองทัพเรือ มีกำเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทย นับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กองทัพไทยในสมัยนั้น มีเพียงทหารเหล่าเดียว มิได้แบ่งแยกออกเป็นกองทัพบก, กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อย่างเช่น ในสมัยปัจจุบัน หากยาตราทัพ ไปทางบกก็เรียกว่า “ทัพบก” หากยาตราทัพไปทางเรือก็เรียกว่า “ทัพเรือ” การจัดระเบียบ การปกครองบังคับบัญชา กองทัพไทย ในยามปกติ สมัยนั้นยังไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ในยามศึกสงครามได้ใช้ทหาร “ทัพบก” และ “ทัพเรือ” รวม ๆ กันไป

ในการ ยาตราทัพ เพื่อทำศึกสงคราม ภายในอาณาจักร หรือนอกอาณาจักร ก็มีความจำเป็นต้องใช้เรือ เป็นพาหนะในการลำเลียงทหาร เครื่องศาสตราวุธเรือ นอกจากจะสามารถลำเลียงเสบียงอาหารได้คราวละมาก ๆ แล้ว ยังสามารถลำเลียง อาวุธหนัก ๆ เช่น ปืนใหญ่ ไปได้สะดวกและรวดเร็วกว่าทางบกด้วย จึงนิยมยกทัพไปทางเรือจนสุดทางน้ำ แล้วจึงยกทัพต่อไปบนทางบก

เรือรบที่เป็นพาหนะของกองทัพไทย สมัยโบราณ มี 2 ประเภท ด้วยกันคือ เรือรบในแม่น้ำ และเรือรบในทะเล เมื่อสันนิษฐาน จากลักษณะที่ตั้งของราชธานี ซึ่งมีแม่น้ำล้อมรอบ และมีแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทาง ในการคมนาคมตลอดจน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องใช้น้ำ ในการบริโภคและการเกษตรกรรม แล้วเรือรบในแม่น้ำคงมีมาก่อนเรือรบในทะเล เพราะสงครามของไทย ในระยะแรก ๆ จะเป็นการทำสงครามในพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย กล่าวคือ เป็นการทำสงครามกับพม่าเป็นส่วนมาก

ประวัติ วันกองทัพเรือ ( Royal Thai Navy Day)

ในสมัยก่อนยังไม่มีการแบ่งแยกกำลังการรบทางเรือออกจากทางบน กระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งแยกการรบออก และได้กำหนดให้วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ให้เป็นวันกองทัพเรือ จวบจนปัจจุบัน

หลังจากมีการแบ่งแยกกำลังทางรบระหว่างทางบก และทางเรือออกจากกันแล้ว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรมทหารเรือขั้น แต่ทั้งนี้ ในสมัยนั้นยังไม่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะ จึงจำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ ผู้บังคับการเรือ ผู้บัญชาป้อมต่าง ๆ

ต่อมาภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) รัชกาลที่ 5 ทรงห่วงว่า ทหารจากต่างประเทศที่เข้ามาประจำตำแหน่งต่าง ๆ อาจจะมีกำลังไม่มากที่พอที่จะรักษาอธิปไตยของชาติได้ และอาจจะรักษาอธิปไตยได้ไม่ดีเท่าคนไทยด้วยกันเอง จึงประสงค์ให้จัดการศึกษาแก่ทหารเรือไทย เพื่อให้มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะทำหน้าที่ต่าง ๆ แทนชาวต่างชาติได้  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้“พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”พระราชโอรส เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือยังประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ หลังจากพระราชโอรสทรงสำเร็จการศึกษา จึงทรงกลับมารับราชการในกรมทหารเรือ และจัดฝึกสอนวิชาการทหารเรือขึ้น โดยเริ่มตั้งโรงเรียนขึ้นครั้งแรก บริเสณอู่หลวงใต้วัดระฆัง ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ เพื่ออบรมนายทหารชั้นประทวน และฝ่ายช่างกล  ต่อมาในปี พ.ศ. 2434 ทรงตั้งโรงเรียนนายสิบขึ้น จากนั้นในปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารเรืออีกโรงเรียนหนึ่ง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2442 ได้ตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ที่วังนันทอุทยาน (สวนอนันต์) โดยมี นาวาโทไซเดอลิน (Seidelin) เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือคนแรก

และในปีถัดมา (พ.ศ. 2443) เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมจักรพรรดิพงศ์ สิ้นพระชนม์ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นที่ประทับได้ว่างลง รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาพระราชทาน พระราชวังดังกล่าว ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา

โดยได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาในสมุดเยี่ยมของโรงเรียน มีความว่า…

         “วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ.125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือ มีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบต่อไปในภายหน้า”

ทั้งนี้ ทางราชการทหารเรือ จึงได้ถือ “วันกองทัพเรือ” เป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ของทุกปี ตราบจนปัจจุบัน

ขนบธรรมเนียมประเพณีทหารเรือ

ขนบธรรมเนียมประเพณีของทหารเรือนั้น เป็นประเพณี พิธี หรือรูปแบบการปฏิบัติ ที่ได้รับการปฏิบัติสืบช่วงต่อกันมาแต่ครั้งโบราณ พร้อมด้วยเหตุผล ไม่ในทางมารยาทก็ในทางความรู้สึก หรือไม่ก็ในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือหลายประการรวมกัน

ปัจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณีของทหารเรือนี้ นับว่าแพร่หลายไปทั่วโลกที่มีกองทัพเรือ บางอย่างก็มีลายลักษณ์อักษร บางอย่างก็ไม่มี ขนบธรรมเนียมประเพณีทหารเรืออาจไม่มีผลในทางกฎหมาย แต่ก็เป็นที่ทราบและนิยมปฏิบัติกันมา และในทุก ๆ ชาติพันธุ์ก็มีประเพณีของตนเอง อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน บางชาติอาจรับมาจากอีกชาติหนึ่ง และดัดแปลงบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสม

สำหรับ “ราชนาวีไทย” ได้ถือเอาแบบอย่าง “ราชนาวีอังกฤษ” เป็นหลัก ถึงแม้จะมีประเพณีอีกเป็นอันมากที่ยังไม่ได้รับรองเป็นทางการก็ตาม แต่เชื่อว่าทหารเรือของประเทศทั้งหลาย ก็คงไม่ยอมให้ประเพณีเหล่านั้นเปลี่ยนไป หรือทอดทิ้งละเลยให้สูญไปเสีย และเป็นหน้าที่ของทหารเรือรุ่นหลังทุกคน ที่ต้องพยายามศึกษาให้รู้และปฏิบัติตาม การที่จะเป็นผู้มีวินัยดีย่อมเกิดจากการปฏิบัติตามแผนที่ดีและแบบแผน ธรรมเนียมที่ดีเหล่านี้จะคงอยู่ด้วยการร่วมมือกัน ปฏิบัติทั่วทุกคน ทั้งนายทหารและทหาร โดยเฉพาะผู้น้อยควรลงมือปฏิบัติก่อนเสมอ

 ยุทธการต่าง ๆ ที่สำคัญ ของทหารนาวิกโยธินกองทัพเรือ

 ยุทธการสามชัย

ปลายปี พ.ศ. 2515 ถึง ต้นปี พ.ศ. 2516 มีการปฏิบัติการจริง ที่แฝงมาในคำว่า “ฝึก” มีชื่อเป็นทางการว่า “การฝึกร่วม 16” เป็นการปราบในพื้นที่ ภาคเหนือบริเวณ รอยต่อ 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และ เลย

ยุทธการผาภูมิ

หลังฝึกร่วม ปี พ.ศ. 2516 ตามแผนยุทธการสามชัย ที่ภูหินร่องกล้าแล้วอย่างได้ผล บก.ทหารสูงสุด ได้มี คำสั่งให้มีการฝึกร่วม ในปี พ.ศ. 2517 อีกครั้งหนึ่ง ตามแผนยุทธการผาภูมิ เพื่อปราบปรามในพื้นที่ดอยผาจิ ซึ่งเป็น พื้นที่รอยต่อของ เชียงราย และน่าน

 ยุทธการกรุงชิง

ปี พ.ศ. 2520 กองทัพบก พิจารณา เห็นว่า นาวิกโยธิน สามารถปฏิบัติการบนบกได้ดี จึงได้พิจารณาจัดนาวิกโยธินไปปฏิบัติการปราบปรามใน พื้นที่ กองทัพภาค 4 ในชื่อ “ฉก.นย. 201” หรือ “หน่วยเฉพาะกิจ ทักษิณ”

สำหรับเรือรบนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ…

เรือรบในแม่น้ำ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2076 – 2089) ทรงยกกองทัพ ไปตีเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทย คืนจากพม่า ใน พ.ศ.2081 ต่อจากนั้นไทยก็ได้ทำศึกสงครามกับพม่ามาโดยตลอด เรือรบในแม่น้ำ ในสมัยนี้จะมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นพาหนะใช้ทำศึกสงครามมากกว่าเรือรบในทางทะเล เรือรบในแม่น้ำ เริ่มต้นมาจาก เรือพาย เรือแจว ก่อน เท่าที่พบหลักฐานไทยได้ใช้ เรือรบ ประเภทเรือแซ เป็นเรือรบในแม่น้ำ เพื่อใช้ในการลำเลียงทหาร และ เสบียงอาหารมาช้านาน โดยใช้พาย 20 พาย เป็นกำลังขับเคลื่อน ให้เรือแล่นไป

เรือรบในทะเล

สำหรับเรือรบในทะเล ในสมัยแรกยังไม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นพาหนะเท่าเรือรบในแม่น้ำ เนื่องจากลักษณะที่ตั้ง ตัวราชธานี อยู่ไกลจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา ความจำเป็นในการใช้เรือจึงมีน้อยกว่าในยามปกติ ก็นำเอาเรือที่ใช้ในทะเลมาเป็น พาหนะ ในการบรรทุกสินค้าออกไปค้าขายยังหัวเมืองชายทะเลต่าง ๆ และประเทศข้างเคียงครั้นเมื่อบ้านเมืองมีศึกสงคราม ก็นำเรือเหล่านี้ มาติดอาวุธปืนใหญ่ เพื่อใช้ทำสงคราม

แต่ครั้งโบราณ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยได้เริ่มใช้เรือรบในทะเล ในการทำศึก สงครามบ้างแล้ว เช่น ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ไปตีเมืองทวาย เมื่อ พ.ศ.2135 และในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือไปตีเมืองบันทายมาศ เมื่อ พ.ศ.2384  เป็นต้น ส่วนเรือรบในทะเล จะมีเรือ ประเภทใดบ้างยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า คงจะเป็นเรือใบหลายประเภทด้วยกัน ถ้าเป็นเรือขนาดใหญ่ ส่วนมาก จะเป็นเรือสำเภาแบบจีน  เรือกำปั่นแปลง แต่ถ้าเป็นเรือขนาดย่อมลงมา จะเป็นเรือสำปั้นแปลง เรือแบบญวน เรือฉลอม เรือเป็ดทะเล และเรือแบบแขก เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กองทัพเรือ
วิกิพีเดีย

บนเรือเค้าที่หน้าที่อะไรบ้าง?

ระดับลูกเรือ

STCW 2010

สรั่งเรือและฟิตเตอร์ ถ้าเป็นตำรวจ ก็คงจะเป็นนายดาบอาวุโส
มีน้อยคนที่จะเทียบได้กับ จ่าเอก หรือพันจ่าเอกพิเศษ
ที่เทียบเช่นนั้น เพราะว่า นายดาบอาวุโส มักไม่ค่อยอยากเป็นนายร้อย เพราะเงินเดือนต่างกันไม่กี่ร้อย
แถมรับผิดชอบน้อยกว่า เลิกงาน 5 โมงเย็นก็นอน เวรเวินก็ไม่ต้องเข้า ต้นหนก็ไม่ต้องกลัว
ก็แกเล่นรับคำสั่งโดยตรงจากต้นเรือ ใครก็แตะไม่ได้ สบายตายโหง
คือส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ไม่ได้เรียนสายเดินเรือมาโดยตรง จบ ป4 มั่ง ป6 มั่ง
พวกนี้จะอยู่กันยาว คงตำแหน่งเป็น ยี่สิบสามสิบปี ไม่ยอมขึ้นเป็น นรฝ ซักที
แหม… ก็อายุปูนนั้นแล้วจะให้มาฝึกหาดาว คำนวน ใช้ GPS ใช้คอม คงไม่ไหว
ส่วนใหญ่จะเป็นที่เกรงอกเกรงใจของนายประจำเรือ
หากแก รีเควสนายท้ายคนไหนให้ขึ้นเป็น นรฝ มักจะไม่มีการปฎิเสธ
จึงนับได้ว่าเป็น มาเฟีย ประจำเรือกลายๆ เชียวหละ

อ้อ ส่วนฟิตเตอร์ ก็คือสรั่งกล หน้าที่ก็คล้ายๆกันครับ
คือรับคำสั่งว่าวันนี้ จะทำการบำรุงรักษาส่วนนี้ ก็จะไปเตรียมข้าวของ
เช่น ค้อน แปรงทาสี มอเตอร์พร้อมลูกขัดปัดสนิม
แล้วเหล่านายท้ายทั้งหมดสี่นาย ก็ไปมะรุมมะตุ้ม กันเสร็จก็เลิก เก็บข้าวของก็แยกย้าย
สรั่งก็ไปอาบน้ำ จิบเหล้านอน นายท้ายก็เตรียมตัวขึ้นไปเข้าเวร กับนายยามต่อไป

ส่วนมีน้อยคนที่จะเทียบได้กับ จ่าเอก หรือพันจ่าเอกพิเศษ คือพวกที่จบมาสูง(ม6)
หรือพวกที่เรียนสายเดินเรือมา แต่ยังไม่มีตำแหน่ง นรฝ ว่างก็จะให้ดำรงตำแหน่งนี้ชั่วคราว
หรือม่ายก็ทำตัวดี เช่นปากดี รู้ดี มาวซะได้ที่ ก็จนใจเห็นจะต้องดองไว้ก่อน
เมิงทำตัวดีเมื่อไหร่ ถึงจะได้ขึ้น พวกนี้จะเป็นสรั่งได้ไม่นานครับ อย่างช้าสุด ก็แค่ ปีเดียว เท่านั้น
และตามปรกติแล้ว พวกสายตรงนี้เค้าจะไม่เป็นสรั่งครับ จะกระโดดมาเป็น นรฝ เลย
ยกเว้นเป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

นายท้ายเรือ และช่างน้ำมัน
พวกนี้เมื่อก่อนจะเป็นประเภท มีญาติอยู่เรือแล้วก็ลากกันมา เพราะหนีคดี หรือไม่ก็เอาดีไม่ได้
แต่นั้นคือ อดีตไปแล้ว ตอนนี้มีแต่ชาวเรือรุ่นใหม่ซึ่งต้องผ่านโรงเรียนเดินเรือสถาบันใด
สถาบันหนึ่งมา อย่างน้อยก็สี่หลักสูตรพื้นฐานคนประจำเรือ จึงมีระเบียบและวินัยดีกว่าเมื่อก่อน

หน้าที่หลักเลยคือ เคาะสนิมทาสี ล้างห้องน้ำ ล้างระวางเรือ ผูกรัดสินค้า
เปิดปิดระวางเรือ ชงเหล้า แช่เบียร์ คัดสาวๆ (ไอ้ที่สวยๆมันเอาไปซ่อนในห้องมันแล้ว)
และถือท้ายเรือ ก็ขับเรือน่าน แหละครับ อย่าไปเชื่อข่าวบิดเบือนข้างกระป๋องสีนะครับ
กัปตันอะเป็นคนสั่งให้ไปซ้ายไปขวา นายท้ายเป็นคนถือ(หมุน)พังงา(พวงมาลัย)ไปตามคำสั่งเท่านั้นเอง
ไม่ได้เป็นกัปตันเรือ(ข้างกระป๋องสี)แต่อย่างใดเลย ผู้ที่จบสายเดินเรือในระดับลูกเรือ
จะเป็นนายท้ายคนละ 4 ปี จากนั้นต้องไปเรียนหลักสูตรนายประจำเรือ
จนสอบได้ประกาศนียบัตรนายประจำเรือเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิถึงจะได้ขึ้นมาเป็น นรฝ นายประจำเรือได้ครับ

ส่วนช่างน้ำมันก็ไม่ต่างจากนายท้ายเรือครับ คือต้องอยู่แต่ภายในห้องเครื่อง กวาดๆเช็ดถูๆ หยิบประแจ
วัดน้ำมัน ช่วยงานภายในห้องเครื่อง แต่พิเศษ กว่าครับ คือถ้ามีวุฒิ ปวช ปวส ช่างยนต์
เน้นนะครับช่างยนต์ หรือจักรกลโรงงานเท่านั้น ใช้เวลาเพียงสองปี ก็มีสิทธิขึ้นมาเรียนได้แล้ว

ที่มา : ครูแก่

คนบนเรือเขามีอหน้าที่อะไรบ้าง?

ระดับนายประจำเรือ

STCW 2010

นายเรือ (กัปตันเรือ, ผู้การเรือ หรือผู้บังคับบัญชาสูงสุด, ซังกุงปกครอง) อยู่ที่ว่าใครจะเรียกครับ
ผู้การเรือให้เดาได้เลยว่าผู้ที่เรียกต้องมาจากทหารเรือ แน่นอน ไม่ว่านายเรือคนนั้นจะเป็นทหารเรือเก่าหรือไม่
นายเรือเป็นการเรียกตำแหน่งนี้ในทางกฎหมายครับ
กัปตันเรือ เป็นการทับศัพท์ในภาษา อังกฤษ และใช้คำนี้บ่อยมากเมื่อเรือถึงเมืองท่าต่างประเทศ ใครๆก็จะเรียกหาแต่กัปตัน

ต้นเรือ ก็ต้องเทียบได้กับรองผู้การเรือ นั้นแหละ คือใหญ่กว่าแก ก็มีกัปตัน หรือใครจะเถียง 555
หน้าที่คือจัดการสินค้า วางแผนการรับและส่ง รวมถึงการจัดระวางเรือให้บรรทุกได้สูงสุด
โดยต้องคำนวน การทรงตัวเรือจากระยะแนวน้ำ ถึงกราบเรือให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ IMO (ไอ้..โม้..)
ปกครองดูแลนายประจำเรือ และลูกเรือในฝ่ายปากเรือทุกคน เรื่องเสบียงอาหาร น้ำจืดและแบ่งตังพวก
ค่าอาหารเหลือ ค่าล้างระวาง ค่าเที่ยวเรือ และเอาไว้ไถเหล้ากับบุหรี่ แถมยืมตังจนแกเก็บดอกเป็นที่เพลิดเพลิน
ต้นเรือเป็นตำแหน่งที่ชิปเซล์เลอร์ หรือนายหน้าขายของพวก ผักสดเนื้อสัตว์อาหารแห้ง
มักจะมะรุมมะตุ้ม เพื่อจะเข้าไปตกลงซื้อขายในห้องแกเป็นประจำ
แล้วคนที่สวยที่สุด จะหายเข้าไปที่ห้องแกทีละนานๆ ท่าทางของเค้าจะเยอะแฮะ…

ต้นกล อันนี้เป็นซังกุสูงสุดของห้องเครื่อง
หน้าที่ก็ดูแลเครื่องจักรใหญ่ สั่งซื้อน้ำเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อตามที่รองต้นกลได้ส่งยอดมา
อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ใช้ต่อสู้กับเครื่องจักรใหญ่ และเครื่องจักรช่วยทั้งหลาย
ควบคุมดูแลนายประจำเรือและลูกเรือฝ่ายห้องเครื่อง
บางทีก็ชวนผู้การ(กัปตัน) ไป “แรด” เพราะท่านไม่ต้องเข้าเวร นับเป็นไอ้แจ้ ได้อีกหนึ่ง
เพราะปากมาก มักจะมีเรื่องให้ทุ่มเถียงกับต้นเรือ หรือม่ายก็ต้นหน เป็นประจำ
เพราะส่วนใหญ่จะมี พาว์เวอร์กับบริษัทมาก แกสามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับเรือได้
อะโด่ ถ้าเครื่องไม่ติด เรือจะไปได้งัยอ้า แถมอะไหล่ ทั้งหลายราคาเป็นล้านขึ้นท้างน้าน
ยิ่งถ้าอยู่ลำนั้นมานานๆ กัปตันยังต้องเกรงใจแกเลย เพราะไม่แน่ อีกไม่นานแกขึ้นบกไปนั่งเป็นต้นกลบก
บัญชาการอยู่ที่บริษัท หึหึหึ ได้เดือดร้อนเป็นทิวแถวเมื่อได้เวลาลงมาตรวจเรือ
โอ้ยได้ติได้ด่า กันตายชัก กัปตันก็เถียงไม่ได้ด้วย
ไอ้โน่นก็ไม่ดีไอ้นี่ก็ไม่ปลอดภัย สรุปได้ว่า ทางเรือต้องทำเรื่องเบิก กัปตันใหม่ ซะงั้น เฮ้อ เวงกำ

รองต้นกล นี่คือตำแหน่งสุดท้าย ของ TOP 4 อันเป็นซีเนียอ๊อฟฟิซเซอร์ประจำเรือทุกๆลำ อันได้แก่
นายเรือ ต้นเรือ ต้นกล และรองต้นกล …สี่ผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่…
หน้าที่ของท่านรองแกก็ คือ เป็นต้นกลเวลาเรือจอด ไม่ว่าจะทำสินค้าหรือซ่อมทำ
เพราะไอ้แจ้ จะกึ่งชวนกึ่งลากไอ้โต้ง ไปด้วยเสมอ รองจึงต้องรับหน้าที่แทน
ในเวลาเรือเดินแกก็ต้องเข้าเวร โดยรับผิดชอบเครื่องไฟฟ้าตัวที่หนึ่ง
ไม่ค่อยมีปากเสียงเท่าไหร่เพราะงานที่ต้นกลทิ้งใว้ให้ ก็รากเลือดอยู่แล้ว
โดยส่วนใหญ่จึงมักนิสัยดี แอบหลบมาเมากับ ต้นหน(คือผม) อยู่เป็นประจำ

ต้นหนเรือ ผู้ช่วยต้นเรือ ผู้ช่วยต้นหน(นักเรียนฝึกนายประจำเรือ)
ส่วนห้องเครื่องคือ นายช่างกลที่สาม และนายช่างกลที่สี่(นักเรียนฝึกนายประจำเรือฝ่ายห้องเครื่อง)
อ้าวไหงมาสามเลย แล้วที่สองหละ แหมมันก็ท่านรองต้นกลน่านแหละ
เป็นนายช่างกลที่สอง ตำแหน่งตามกฎหมายอะนะ

ต้นหนเรือ จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผนการเดินเรือ
รักษาพยาบาลในเรือ แจกยา เย็บแผล ทำแผล และตบกระโหลก สองผู้ช่วยแก้เซง
เมื่อได้รับคำสั่งว่าเราจะไปไหน ผมก็ต้องมาจัดเรียงแผนที่และขีดเส้นทางลงแผนที่
ป้อนข้อมูลลงใน GPS กำหนดจุดเปลี่ยนเข็ม (จุดเลี้ยวเรือน่านแหละ ทำเป็นงง)
แล้วก็มาพิจารณาดูว่า แผนที่เป็นปัจจุบันหรือไม่ (อัพเดท)
โดยเอาประกาศชาวเรือมาดู แล้วก็ทำการแก้ไปตามนั้น เช่น
เปลี่ยนทุ่นไฟ เปลี่ยนชื่อท่าเรือ เพื่มที่อันตรายใต้น้ำค้นพบใหม่
มีเรือจมลงไปนอนเล่นอยู่ในระดับความลึกที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งกีดขวางเส้นทางเดินเรือ ฯลฯ เป็นต้น
รวมถึง บรรณสารเดินเรือ คู่มือการเดินเรือ กฎข้อบังคับ ทั้งใน และนอกประเทศ กฎหมายทะเล
การเบิกและจำหน่ายแผนที่หมดอายุ รับหน้าที่ฝึกสอนในวิชาเดินเรือให้แก่นายประจำเรือเด็กๆ
และคัดตัวลูกเรือที่มีแวว ส่งให้ต้นเรือ เพื่อจะมาเป็น นรฝ ต่อไป

ผู้ช่วยต้นเรือ (สามโอ) คือ ผู้ที่ได้ผ่านการประเมินผลจากทางเรือ และมีใบอนุญาตทำการในเรือในตำแหน่งนายประจำเรือ
(คล้ายๆใบขับขี่ หรือใบประกอบโรคศิลป์ของหมอน่านแหละคับ)
หน้าที่คือดูแลรับผิด(ไม่มีชอบ) ในอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทุกๆอย่าง ถังดับเพลิงในเรือมีกี่ชนิด
ชนิดละกี่ถัง อยู่ตรงไหนในเรือ ทดสอบครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มันต้องจำให้ได้ทุกๆถัง และทุกๆที่
สายดับเพลิงมีกี่เส้นเส้นรอบวงเท่าไหร่ ทนแรงดันได้กี่ กิโลต่อตารางเซนติเมตร
อุปกรณ์ประจำกายลูกเรือ เช่น เสื้อชูชีพ มีครบคนแล้วมีนกหวีดหรือป่าว ไฟฉุกเฉินติดมัยเวลาตกน้ำ
เรือช่วยชีวิต เป็นต้น  ขีดเข็มหาแผนที่

ผู้ช่วยต้นหน (นักเรียนฝึกนายประจำเรือ) คือ ผู้ที่มีใบอนุญาตทำการในเรือในตำแหน่งนายประจำเรือ
แต่ยังไม่ผ่านการประเมินผลจากทางเรือ จึงเป็นที่รองมือรองตรีน ของกัปตันและนายประจำเรือเป็นประจำ
ภาษาอังกฤษเรียก เจอเนอรั่นเบ้ อย่างแท้จริง ใช้เวลาประมาณ 1 ปี
ในหนึ่งปีนั้น ต้องเข้าเวรประกบกับต้นหน หรือไม่ก็ต้นเรือ
เช้าก็ลุกไปทาสีเคาะสนิม ดึกๆ ก็มาเดินเรือ หาที่เรือรักษาทิศทางให้ตรงกับที่ต้นหนได้กำหนดไว้
เมื่อครบกำหนด 1ปี (หรือกว่านั้น) จะได้เข้าเวรแทนผู้ช่วยต้นเรือ ส่วนต้นหนก็แทนต้นเรือ
ต้นเรือก็จะไปฝึกการนำเรือ และเอกสารทางเรือกับนายเรือ เพื่อจะขึ้นเป็นนายเรือต่อไป
ฉะนั้นจึงหมายถึงว่าถ้า อ้ายนี่เป็นงานช้าเท่าไหร่ ตรูก็ขึ้นตำแหน่งช้าเท่านั้น มันเลยโดนอ่วมเป็นประจำ

นายช่างกลที่สาม และนายช่างกลที่สี่และนักเรียนฝึกนายประจำเรือฝ่ายห้องเครื่อง
อันนี่ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่โดยทั่วๆไปก็จะเป็นเครื่องจักรช่วย
เช่น ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำมันหล่อ น้ำจืด ระบบไฟฟ้า เหล่านี้เป็นต้น

มารู้จักกับ “คนเรือ”

“คนเรือ” ผู้ใช้ชีวิตอยู่บนเรือ

2013-08-21_008 c
เมื่อเห็นเรือสินค้าลำใหญ่ๆลำหนึ่งแล่นผ่าน คุณรู้ไหมว่าบนเรือนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คนเรือ” หรือ “Seaman” จำนวนประมาณ 20 คนอาศัยอยู่ พวกเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเรือบางคนไม่ได้เหยีบยพื้นดินเป็นเดือนๆ เรือเป็นทั้งบ้านและที่ทำงาน เวลากินก็กินอาหารอย่่างเดียวกัน เพราะมีพ่อครัวคนเดียว คนเรือ จะต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ปีใหม่ไม่หยุด ลอยกระทงก็ไม่หยุด บนเรือจะใช้วิธีทำงานแบบเป็นกะเพื่อให้เรือแล่นได้ตลอดเวลาโดยไม่หยุดพัก จากเมืองท่าหนึ่งไปยังอีกเมืองท่าหนึ่งบางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์ บางครั้งเป็นเดือน คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ลูกผู้ชายประมาณ 20 คนไดร่วมหัวจมท้ายกันฝ่าฟันคลื่นลมโดยไม่กลัวเกรง พวกเขาเหล่านั้นใช้ความอดทน แรงกายแรงใจ แลกมาซึ่งค่าตอบแทนที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ตำแหน่งต่างๆบนเรือ…
1. กัปตัน-ดูแลและสั่งการทุกอย่างบนเรือ
2. ต้นเรือ-เป็นหัวหน้าแผนกปากเรือ ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของคนทั้งลำ เสบียงอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค การซ่อมบำรุงสิ่งต่างๆที่อยู่บนดาดฟ้าเรือและส่วนที่เป็นที่พักอาศัย ดูแลเรื่องการขนถ่ายสินค้า การจัดเก็บ และการทรงตัวของเรือ และเป็นนายยามเรือเดิน
3. ต้นหน-รับผิดชอบเรื่องแผนที่ บรรณสาร และอุปกรณ์เดินเรือ เป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลบนเรือ
ดูแลและควบคุมเรื่องเครื่องดื่มบนเรือ ควบคุมเรื่องอุปกรณ์ดับเพลิงบนเรือ และเป็นนายยามเรือเดิน นายยามสินค้า

4. ผู้ช่วยต้นเรือ-รับผิดชอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต ดูแลเรื่องเครื่องมือ เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน เป็นนายยามเรือเดินและนายยามสินค้า
5. ต้นกล-เป็นหัวหน้าแผนกห้องเครื่อง ควบคุมเรื่องการใช้น้ำมัน ดูแลภายในห้องเครื่องทั้งหมด
6. รองต้นกล-ดูแลเรื่องความปลอดภัยในห้องเครื่อง รับผิดชอบเรื่องการบำรุงรักษาและซ่อมทำเครื่องยนต์เครื่องจักรต่างๆ
7. นายช่างกลที่ 3- ดูแลเรื่องระบบปั๊ม เครื่องปั่นไฟ และเป็นนายยามห้องเครื่อง
8. นายช่างกลที่ 4 -ดูแลเรื่องระบบกรองน้ำมัน และเป็นนายยามห้องเครื่อง
9. นักเรืยนฝึก-เป็นนักเรียนของโรงเรียนเดินเรือ และมหาวิทยาลัยต่างๆส่งตัวมาฝึกงานในส่วนต่างๆบนเรือ จะอยู่บนเรือโดยประมาณไม่น้อยกว่า 1 ปี

10. ช่างไฟ-รับผิดชอบเครืรองใช้ไฟฟ้าทั้งลำ และช่วยเหลืองานของรองต้นกล
11. สรั่ง-ช่วยเหลือต้นเรือในงานซ่อมบำรุงต่างๆ มีหน้าที่วัดระดับน้ำในถังถ่วงเรือทั้งลำ
12. นายท้าย-มีหน้าที่ถือพังงาเรือ ตามคำสั่งกัปตันและนายยามเรือเดิน แล้วยังมีหน้าที่เขเายามสินค้า และช่วยเหลืองานสรั่ง
13. กะลาสี-ช่วยสรั่งในงานซ่อมบำรุงต่างๆ
14. ฟิตเตอร์-ช่วยเหลืองานรองต้นกลในการซ่อมบำรุงต่างๆ
15. ช่างน้ำมัน-ช่วยเหลืองานฟิตเตอร์ และเป็นลูกยามห้องเครื่อง
16. ช่างเช็ด-คอยช่วยเหลืองานฟิตเตอร์
17. กุ๊ก-ทำอาหาร ช่วยเหลือต้นเรือในเรื่องเสบียงอาหาร การจัดเก็บรักษาอาหาร
18. เมสแมน-ช่วยกุ๊กทำอาหาร เสริฟอาหาร ช่สยต้นเรือดูแลเรื่องเครื่องอุปโภค สบู่ ผงซักฟอก กระดาษทิชชู่ ฯ ดูแลความสะอาดห้องพักนายประจำเรือทุกคน

นี่เป็นลักษณะงานคร่าวๆของ “คนเรือ” นะครับ

ที่มา : กัปตันโอม

แนวทางในการประกอบอาชีพชาวเรือ

การศึกษาของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

2013-08-21_008 a

มี 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเดินเรือ และฝ่ายช่างกลเรือ

ฝ่ายเดินเรือ (Deck Department) ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ภาษาต่างประเทศ การเดินเรือ การเรือ กฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศ การบรรทุกและการจัดระวาง อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ การสื่อสารสากล การบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

ฝ่ายช่างกลเรือ (Engine Department) ศึกษาเน้นหนักในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ภาษาต่างประเทศ เครื่องยนต์และเครื่องจักรกลเรือ การไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือและการทรงตัวของเรือ การโรงงานและการบริหารงานสังคม จิตวิทยาและหลักผู้นำ

ความก้าวหน้าในการทำงาน

ฝ่ายเดินเรือจะทำงานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านการนำ เรือไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย การบรรทุก ขนส่ง ขนถ่ายสินค้าครบและตรงต่อเวลา ตำ แหน่งสูงสุดคือ กัปตันเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน ตำ แหน่งระดับผู้บริหารบ้าง)

ฝ่ายช่างกลเรือ จะทำ งานในหน้าที่รับผิดชอบทางด้านเครื่องยนต์กลไกที่ใช้ขับเคลื่อนภายในเรือทั้งหมด ให้สามารถทำ งานทำ งานได้ดีจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ตำ แหน่งสูงสุดคือ ต้นกลเรือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี บางคนก็เปลี่ยนตัวเองมาทำ งานบนบก (ท่าเรือ, สำ นักงาน, อู่ต่อเรือ,อูซ่อมเรือ ตำ แหน่งระดับผู้บริหารบ้าง) การทำงานในเรือปริญญาตรีที่ได้รับ ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการกำหนดเงินเดือนและการทำงานบนเรือ ที่สำ คัญคือ ประกาศนียบัตรผู้ทำ การในเรือ (ชาวเรือเรียกว่า ตั๋ว”) ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดสอน เป็นหลักสูตรมาตรฐานสากลขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO MODEL COURSE) ประกาศนียบัตรที่ได้รับสามารถทำ งานบนเรือได้ทุกประเทศทั่วโลก ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การทำ งาน มีภาษาที่สองหรือสามหรือภาษาสากลที่ดี สิ่งที่ท่านจะได้รับ คือค่าตอบแทนที่คุ้มค่าและสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ หลายเท่า ดังนั้น คู่แข่งที่แท้จริงคือ ตัวท่านเอง ที่บอกว่า สามารถทำงานได้หรือไม่ คู่แข่งรองลงมาคือ ชาวต่างชาติที่มีภาษาสากลที่ดีกว่า คู่แข่งสุดท้ายคือ คนไทยด้วยกัน

หน่วยงานที่พร้อมรับเข้าทำงาน

สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการประกอบอาชีพชาวเรือ จัดเป็นอาชีพพิเศษเฉพาะอีกอาชีพหนึ่ง ซึ่งเมื่อสำ เร็จการศึกษาหลักสูตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์จากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีและได้รับประกาศนียบัตรจากกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวีแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพในกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเรือ เช่น

หน่วยงานราชการ (ตำ แหน่งที่รองรับมีจำ นวนจำ กัด)

กรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี

กรมศุลกากร

กรมประมง

หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (ตำ แหน่งที่รองรับมีจำ นวนจำ กัด)

การท่าเรือแห่งประเทศไทย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ส่วนงานที่เกี่ยวกับเรือ)

หน่วยงานบริษัทเอกชน (ตำแหน่งงานที่พร้อมรองรับมีจำ นวนมาก)

บริษัทเรือต่าง ๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศทั่วโลก (ทำงานในระดับนายประจำ เรือ)

บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินเรือ

บริษัทที่เกี่ยวกับแท่นขุดเจาะนํ้ามันกลางทะเล, กิจการขุดแร่ในทะเล

อู่ต่อเรือและอู่ซ่อมเรือ (ทำ งานในระดับนายช่างกล)

บริษัทอะไหล่เรือ (ทำ งานในระดับวิศวกร)

รายได้และสวัสดิการ (เมื่อสำ เร็จการศึกษา)

รายได้ของคนประจำ เรือ เมื่อเทียบกับคนทำ งานบนบกที่มีความรู้เท่าเทียมกัน จะมีรายได้สูงกว่าอย่างน้อยสองถึงสามเท่า (20,000 – 40,000 บาท เมื่อเริ่มต้นทำ งานครั้งแรก) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายการเดินเรือ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

สายนอก หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ทั่วโลกไปประเทศต่าง ๆ โดยไม่แวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทย เช่น เดินทางระหว่างญี่ปุ่นอเมริกา , แอฟริกาตะวันออกกลางยุโรป เป็นต้น สำ หรับระยะการทำ งานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำงานระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract (คอนทแร็คท) ระยะเวลาหนึ่ง Contract ไม่เท่ากัน อาจจะเป็น 6 เดือน, 8 เดือน, 12 เดือน หรือมากกว่าหนึ่งปี เมื่อหมด Contract แล้วสามารถพักผ่อนได้ประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงพักผ่อนนี้สามารถเปลี่ยนบริษัทเรือ หรืออบรมหลักสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มวิทยฐานะของตัวเอง หรือกลับเข้าไปทำ งานที่เดิมได้ข้อเสียของสายนอกคือ ไปทำ งานเป็นระยะเวลานาน ๆ ห่างไกลครอบครัว เมื่อหมดสัญญาหรือหมด Contract แล้วถึงจะได้กลับบ้านมาหาครอบครัว

ข้อดีของสายนอกคือ ค่าตอบแทนสูง โอกาสสร้างฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวเร็วได้ท่องเที่ยวและพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ของประเทศต่าง ๆ

สายใน หมายถึง สายการเดินเรือของบริษัทนั้นเดินทางรับส่งสินค้าต่าง ๆ ไปประเทศในแถบใกล้เคียง และจะต้องแวะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทยอยู่เป็นประจำ เช่น ไทยสิงคโปร์ , ไทยฮ่องกงเป็นต้น สำ หรับระยะการทำ งานของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาครั้งแรกที่เข้าทำ งานระหว่างบริษัทเรือกับพนักงาน ชาวเรือส่วนใหญ่เรียกว่า Contract เหมือนกับสายนอก

ข้อเสียของสายในคือ ค่าตอบแทนตํ่ากว่าสายนอก

ข้อดีของสายในคือ มีโอกาสอยู่ครอบครัวมากกว่าสายนอกสำ หรับสวัสดิการของชาวเรือ มีความจำ เป็นต้องดี ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับสภาวะการทำ งานที่ต้องจากบ้านเป็นเวลานาน ทนต่อการตรากตรำ ในทะเล และต้องพบแรงกดดันจากวัฒนธรรมต่าง ๆ ภายในเรือ ซึ่งคนทำ งานในเรือไม่ใช่มีเฉพาะคนไทย เรือลำ หนึ่งอาจต้องมีชาวเรือที่เป็นคนอินเดีย ,พม่า, ฟิลิปปินส์, จีน อื่น ๆ อีกมากมาย การกินอยู่ต่างกัน ภาษาต่างกัน ดังนั้นภาษาที่จะต้องสื่อสารในการทำ งานพื้นฐานคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นคนเรือที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษดีย่อมมีค่าตอบแทนการทำงานดีกว่าคนที่พูดได้บ้าง เขียนได้นิดหน่อย นอกเหนือจากที่ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถและประสบการณ์การทำงาน

ข้อคิดก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือ (ฝากถึงชาวเรือทุกท่าน)

อาชีพคนประจำ เรือหรือชาวเรือ เป็นสายงานอาชีพเฉพาะที่มีความพิเศษ สถานที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ จะอยู่ห่างไกลจากสายตาคนทั่วไป ดังนั้นคนส่วนมากจึงไม่ค่อยจะมีความรู้และความเข้าใจลักษณะการทำ งานของชาวเรือ เพราะจะคุ้นเคยกับการทำ งานหรือใช้ชีวิตบนบกมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยมีความผูกพันกับครอบครัวมาก การเดินทางบ่อย ๆ แต่ละครั้งเป็นเวลานานอาจจะทำ ให้เกิดความว้าเหว่และวิตกกังวลได้ง่าย ดังนั้นผูท้ ำ งานในเรือเป็นเวลานาน ๆ จึงต้องมีความอดทนสูง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพราะการทำ งานในเรือมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคลื่นลมทะเล ความจำเจ วัฒนธรรมสังคมและภาษาที่หลากหลาย ระดับความรู้ความสามารถของคนประจำ เรือที่ต่างกัน ส่วนหนึ่งที่ทำ ให้วงการคนประจำ เรือยังขาดแคลนบุคลากรอยู่มากคือ เมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่งก็จะผันตัวเองไปทำ งานอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ครอบครัว ค่าตอบแทนไม่มาก ทำ ให้คนประจำ เรือหรือชาวเรือยังมีความต้องการอีกมาก ถ้าไม่เลือกงานจนเกินไป ดังนั้น สิ่งที่ควรนำ มาพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพชาวเรือคือ

1. การเมาคลื่น ถือเป็นเรื่องปกติสำ หรับบางคนที่ลงเรือครั้งแรก ๆ แต่ก็มีทางหายหรือคุ้นเคยได้ ถ้ามีความอดทนเพียงพอและมีกำ ลังใจในการต่อสู้เพื่อความเป็นชาวเรือ

2. ภัยอันตราย การคมนาคมทางนํ้าจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการคมนาคมทางอื่น อันตรายแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ ในขณะปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพราะเรือในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีก้าวหน้าจึงทำให้มีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ได้กำ หนดมาตรการต่าง ๆ มาควบคุมดูแลด้านความปลอดภัยภายใต้อนุสัญญาต่าง ๆ หลายฉบับ รวมไปถึงมาตรฐานการฝึกอบรมชาวเรือด้วย ซึ่งทั่วโลกจะใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงทำ ให้มีความเชื่อมั่นได้ในด้านความปลอดภัย

3. ความรู้สึกว้าเหว่ เป็น ความรูสึกที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงสำหรับสังคมไทยซึ่งจะมีความผูกพันกับครอบครัวมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงรายได้ที่สูงกว่าอาชีพบนบกในแต่ละระดับเดียวกันประมาณ 2-3 เท่า และการที่มีโอกาสไปเยือนดินแดนของประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางที่เรือแวะเข้าจอดเทียบท่า ทำ ให้ได้เห็นโลกกว้างอันสวยงาม จึงเป็นอาชีพที่ท้าทาย การเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป จะสามารถมีเงินเหลือมากพอที่จะตั้งตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น หลังจากนั้นอาจเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นที่ชอบหรือมีความต้องการได้

ที่มา : ศูนย์ฝึกพาณิชยนาวี

IMS กับธุรกิจเรือสำราญ

25 ปี วันสถาปนาคณะศิลปศาสตร์ ในวันที่ 30 -31 ตุลาคม พ.ศ.255

658400

คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอเชิญร่วมงานเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 25 ปี ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2557 ณ อาคาร 40 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ การออกร้านของสถานประกอบการในเครือข่ายวิชาชีพ การจัดกิจกรรมเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบริการ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการจากภายนอกที่เป็นเครือข่ายของคณะศิลปศาสตร์

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงานเฉลิมฉลองโอกาส ครบรอบ 25 ปี วันสถาปนาคณะศิลปศาสตร์ โดได้รับเกียรติจาก ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นประธานเปิดงาน “25 ปี วันสถาปนาคณะศิลปศาสตร์” และ พิธีเปิด “SPU Airlines” อย่างเป็นทางการ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การเดินขบวนพาเหรดของนักศึกษาทุกสาขาวิชาของคณะศิลปศาสตร์ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุด Uniform ของนักศึกษา การเปิดตัวห้องปฏิบัติการเครื่องบินจำลอง พิธีติดปีกนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน นิทรรศการแสดงผลงานนักศึกษา และการออกร้านของสถานประกอบการในเครือข่ายวิชาชีพชั้นนำ การเสวนาในหัวข้อ “The Journey to Success…Service Industry across Cultural Barrier” และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การยกระดับประเทศไทยเป็น MICE Hub” เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรม การบริการ ณ อาคาร 40 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน จัดขึ้นในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2557

ลอยกระทง

ประวัติ

เดิมเชื่อกันว่าประเพณีลอยกระทงเริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่าพิธีจองเปรียง ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทมซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป[ต้องการอ้างอิง] แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่1

วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนามักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคาบางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ “กระทง” จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

สำหรับประเทศไทยปัจจุบัน มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นมากอย่างยิ่งในวันลอยกระทง ผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 พบว่า เทศกาลลอยกระทงชักนำให้วัยรุ่นไทยร่วมประเวณีกันมากที่สุด มีความเป็นไปได้ที่เยาวชนไทยร้อยละ 38 จะถูกล่วงละเมิดทางเพศในวันลอยกระทง ทั้งนี้ เพราะเทศกาลลอยกระทงจัดในยามค่ำคืน หนุ่มสาวพบเจอกันได้ง่ายและมักเสพสุรายาเมากัน[1] นอกจากนี้มหาเถรสมาคมยังเปิดเผยด้วยว่า ในภาคอีสานมักจัดงานวัดซึ่งประกอบด้วยการเสพของมึนเมาและจัดแสดงอนาจารในคืนลอยกระทง[2]

ความเชื่อเกี่ยวกับวันลอยกระทง

  • เป็นการขอขมาพระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ
  • เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
  • เป็นการลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ
  • ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพระยามารได้

ที่มา : http://th.wikipedia.org

งบประมาณสองหมื่นล้าน

แม้ส่วนใหญ่ของร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจะใช้ลงทุนกับการคมนาคมระบบรางแต่ก็ส่วนหนึ่งหรือราว ๆ 20,000 ล้านบาทจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ “ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์” ได้สัมภาษณ์ พ้อง ชีวานันท์ รมช.คมนาคมในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลด้านการคมนาคมทางน้ำ

19

โครงการ 2 ล้านล้านบาทในส่วนทางน้ำมีอะไรบ้าง

โครงการ 2 ล้านล้านบาทเป็นโครงการที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างการขนส่งของประเทศ พอผมมาเป็นรมช.คมนาคมก็ได้รับผิดชอบในส่วนของทางน้ำ แล้วพอดี 2 ล้านล้านบาทมีส่วนของทางน้ำอยู่ส่วนหนึ่ง ผมก็เลยมาจับตรงนี้เป็นหลัก ในส่วนที่ผมดูแลรับผิดชอบมีอะไรปรากฏว่า 2 ล้านล้านบาทเฉพาะในส่วนของทางน้ำมีงบประมาณราว 20,000 ล้านบาท แต่ถ้าถามว่าใน 20,000 ล้านบาทสามารถที่จะปรับการขนส่งมาเป็นทางน้ำแล้วประเทศได้อะไร ผมว่าได้มหาศาล เพราะว่าสิ่งที่เรามองข้ามไปหรือไม่ได้ไปมองตรงที่ศักยภาพของลำน้ำในประเทศ เราได้มองข้ามไปไม่ได้หันมาสนใจตรงนี้แม้ว่าจะสนใจแต่ก็มองไปก็เป็นปัญหา แต่เที่ยวนี้สิ่งที่จะเห็นชัดเจนก็คือ 20,000 ล้านบาทจะมาทำทั้งลำน้ำภาคกลางลุ่มน้ำป่าสัก ปรับปรุงทางเหนือท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย ทางใต้ไม่ว่าจะเป็นปากบารา จ.สตูล จ.ชุมพร จ.สงขลา แล้วก็มาทางแหลมฉบัง ตรงนี้มองแล้วแต่ละจุดสามารถเกี่ยวโยงเข้ากับแหลมฉบังได้เพราะแหลมฉบังขณะนี้ถือว่าเป็นท่าเรือระดับสากล เป็นที่ยอมรับว่ามีศักยภาพเป็นท่าสำหรับขนสินค้าเข้าออกแต่เรายังจะต้องทำให้เป็นท่าซึ่งสามารถมีการขนถ่ายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป ฉะนั้นการเพิ่มศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบังในลำน้ำภายในประเทศ เพิ่มศักยภาพของท่าชายฝั่งจะช่วยเชื่อมโยงทำให้เอกชนหรือผู้ประกอบการหันมาให้น้ำหนักการขนส่งทางน้ำมากขึ้นเพราะมูลค่าในการขนส่งทางน้ำ ต้นทุนถูกกว่าทางบก

แสดงว่ามีแผนการพัฒนาตรงส่วนนี้ไว้หมดแล้ว

มีแล้ว ท่าเรือแหลมฉบังก็มีแล้วแม้ไม่มี 2 ล้านล้านบาทก็มีแผนอยู่

เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทจะมาช่วยเพิ่มศักยภาพทางน้ำได้อย่างไร

ผมยกตัวอย่างเอาง่าย ๆ ให้เห็นชัดเจนคือ ลำน้ำป่าสัก ขณะนี้ในบรรดาผู้ประกอบการไม่ว่าข้าว ถ่านหิน ข้าวโพด ซีเมนต์ ขณะนี้มีการทำอยู่แล้ว จากลำน้ำป่าสักแถว จ.พระนครศรีอยุธยา ก็จะขนจากท่าบริเวณ อ.นครหลวง ใช้ลำน้ำป่าสักขนออกมาแล้วก็มาแหลมฉบังหรือขนออกมาแล้วลงใต้ไป จ.สงขลา แต่ความลึกของร่องน้ำในลำน้ำป่าสักเป็นข้อจำกัดในปริมาณการขนสินค้าในแต่ละเที่ยวแต่ละลำ ขณะเดียวกันศักยภาพของลำน้ำป่าสักสามารถทำให้มีร่องน้ำลึกเพื่อรับสินค้าในเพิ่มมากขึ้นได้ ขณะที่ยังไม่มีการพัฒนาปรับปรุง จากเดิมในลำน้ำป่าสักมีการขนส่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว 10 กว่าล้านตันต่อปี ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 20 กว่าล้านตันต่อปีเพราะภาคเอกชนเขามองเห็นศักยภาพของตรงนี้ว่าถ้าเขาใช้บริเวณนี้เป็นศูนย์ในการขนสินค้าจะสามารถลดค่าขนส่งลงไปได้เยอะ ปัญหาก็คือว่าขณะนี้เมื่อร่องน้ำไม่มี เราจะไปขุดร่องน้ำเพิ่มทำได้ แต่ขณะเดียวกันปัญหาตามมาคือถ้าขุดดินก็จะไหลเกิดปัญหาตลิ่งพัง โครงการ 2 ล้านล้านบาทก็คือจะทำเขื่อน 2 ข้างตลิ่งเป็นเขื่อนตลอดเพื่อรองรับให้สามารถขุดร่องน้ำเพิ่มขึ้นได้และไม่ให้เกิดปัญหาดินสไลด์

จะทำเขื่อนเริ่มตั้งแต่ช่วงไหน

ตั้งแต่เขื่อนพระราม 6 ตรง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา กิโลเมตรในลำน้ำป่าสักกิโลเมตรที่ 50 กว่า ๆ ไล่ลงมาจนถึงตรงที่บรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงวัดพนัญเชิง ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จะทำตลอดทั้งสองฝั่ง ตรงนี้ผมถึงบอกว่าช่วงนี้ใช้เงินประมาณหมื่นล้านบาท แต่สิ่งที่ได้มา ณ ขณะนี้จากปีหนึ่ง 20 กว่าล้านตันจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 กว่าล้านตันได้ เพราะอะไร เพราะว่าเรือที่จะเข้าไปจากเดิมที่ลำหนึ่งรับได้สูงสุด 1,500 ตันก็สามารถจะใช้บรรทุกสินค้าได้เพิ่มขึ้นอาจจะถึง 2,500 ตัน  เมื่อขนได้เยอะทุกอย่างก็จะลดลงทำให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถูกลง

ใช้งบประมาณขนาดนี้ถือเป็นการปฏิวัติการคมนาคมทางน้ำครั้งใหญ่

เป็นการผลักดันโครงสร้างการขนส่งทางน้ำเพื่อให้เอกชนหรือผู้ประกอบการขนส่งทั้งหลายได้มีความมั่นใจว่ารัฐบาลสนับสนุนแล้วก็ได้ลงทุนตรงนี้เพื่อให้เอกชนผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาไม่ได้ทำจริง ๆ จัง ๆ ขนาดนี้ นี่ขนาดไม่ได้ทำจริง ๆ จัง ๆ ตัวเลขที่ผู้ประกอบการหันมาใช้เพิ่มในอัตราที่สูง แต่ก็มีขีดจำกัดถ้าไม่ทำโครงสร้างพื้นฐานทางด้านลำน้ำให้เขา เขาก็จะไปต่อไม่ได้ ลำน้ำนี้ขณะนี้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้มองเห็นตรงนี้แล้ว รู้ว่าศักยภาพตรงนี้เป็นลำน้ำที่เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้ ขอเพียงให้เราเพิ่มโครงสร้างตรงนี้เข้ามา ขณะนี้เอกชนยักษ์ใหญ่บางเจ้าลงทุนเฉพาะท่าเรือไปประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่เราลงไปเขามั่นใจและเขาบอกว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกตรงนี้

จะมีปัญหาเรื่องระบบนิเวศเรื่องสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้ทุกฝ่าย อย่างในท้องถิ่นฝ่ายปกครองหรือผู้ประกอบการใช้วิธีสร้างความเข้าใจและพยายามที่จะแก้ไขปัญหา จะว่าไม่มีปัญหาเลยก็ไม่ได้ต้องมีเพราะผลกระทบการเดินเรือน้ำที่จะตีกระทบฝั่งตลิ่งพังมีอยู่ฉะนั้นโครงการนี้ถึงบอกว่าช่วยทั้งผู้ประกอบการ ช่วยทั้งประชาชนที่อยู่ริมน้ำป่าสักให้มีผลกระทบน้อยลง ถ้ามองในรูปการลงทุนผมคิดว่าคนที่จะใช้ลำน้ำนี้เขาดีใจ อยากให้โครงการนี้เกิด เรามองการคุ้มค่าทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศแล้วดี

ผมไปดูที่ท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย ความรู้สึกของเราแม่น้ำต้องมีศักยภาพรับเรือขนาดใหญ่ กลับกันตรงนั้นเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ ตรงนั้นทำให้ศักยภาพที่เราจะใช้สู้ลำน้ำป่าสักไม่ได้ ลองไปดูซิเดี๋ยวนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อนกับปัจจุบัน

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะมีการสร้างพนังกั้นน้ำตั้งแต่ อ.ท่าเรือไปเลย

ทำตั้งแต่ตรงนั้นเลย วันนี้แต่ตลอดลำน้ำขณะนี้ก็มีของเอกชนอยู่แล้ว 30-40 ท่า ถ้าเราทำตรงนี้จะช่วยทำให้การเดินเรือลึกเข้าไปอีก นอกจากนี้ยังมีโครงการทำจากเขื่อนพระราม 6 ขึ้นไปจนถึง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ชาวบ้านที่อาศัยตลอดลำน้ำรับรู้และเข้าใจโครงการนี้หรือไม่

ทุกวันนี้ชาวบ้านเขาอยากได้เขื่อนทั้งนั้นเพราะจะช่วยแก้ปัญหาตลิ่งพัง สิ่งที่ชาวบ้านเขาร้องขอขณะนี้โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีโครงการขนาดนี้ เขาต้องการเขื่อนตลอดแนว แต่เมื่อทำตรงนี้ขึ้นมาเป็นผลพลอยได้ที่เขาได้ด้วย เราจะทำจนมาถึงใกล้ ๆ ลำน้ำเจ้าพระยาก็กว้างแล้ว มาชนกันตรงวัดพนัญเชิง.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th